| โทรศัพท์ |
||
| หน้าแรก | รายการสินค้า | ดูสินค้าในตระกร้า | วิธีซื้อสินค้า | ศูนย์บริการลูกค้า |
| เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา | ||||
ข่าว
เอกชนตีปีก"ไอซีที"ชงกม.อีคอมเมิร์ซเข้าครม.
|
สมาคมผู้ดูแลเว็บไทยและผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซขานรับ "ไอซีที" เร่งดันร่างกฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอีคอมเมิร์ชเข้า ครม.หลังถูกดองมาหลายปี เผยเป็นปัจจัยช่วยส่งเสริมให้ตลาดอีคอมเมิร์ซขยายตัวมากขึ้น ฟาก รมว.ไอซีทียันจะใช้อำนาจตามกฎหมายใหม่ไม่ให้กระทบสิทธิส่วนบุคคล
นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีจะนำเสนอกฎหมายด้านไอที เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี 3-4 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ผ่านกฤษฎีกามานานแล้วรอเพียงการนำเข้า ครม.เพื่อเข้าสู่สภานิติบัญญัติต่อไป เมื่อประกาศบังคับใช้ก็จะให้อำนาจกระทรวงในการควบคุมอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มากขึ้น เพราะอดีตต้องใช้กับประมวลกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายอาญาเข้ามาควบคุมซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการกระทำผิดในรูปแบบนี้ "กฎหมายใหม่จะสามารถจัดระเบียบอินเทอร์เน็ตได้รัดกุมมากขึ้น ป้องกันเยาวชน แต่ก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการแสดงออก เรื่องการหมิ่นประมาทผ่านเว็บนั้นจะควบคุมเฉพาะกรณีที่เข้าข่ายนิยามคำว่าหมิ่นประมาทตามกฎหมาย" อย่างไรก็ตาม การวิจารณ์การเมืองยังทำได้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท เพราะการวิจารณ์บุคคลสาธารณะเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าเป็นการวิจารณ์เรื่องส่วนตัวที่สาธารณชนไม่ได้ประโยชน์เลยตามกฎหมายถือว่าหมิ่นประมาท แต่เน้นว่าต้องไม่เป็นการกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลในการแสดง ออก เพราะฉะนั้นการแสดงออกทางวิชาการหรืออะไรก็ตาม สามารถทำได้ถ้าไม่กระทบถึงผู้อื่น สำหรับกรณีการปิดเว็บไซต์ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงไอซีทีเพียงขอความร่วมมือ ไม่ได้สั่งปิด แต่เว็บมาสเตอร์อาจจะกังวลว่าจะควบคุมไม่ได้จึงปิดไป ซึ่งจริงๆ เว็บมาสเตอร์น่าจะควบคุมได้ ถ้าได้มีการอ่านข้อความก่อนที่จะปล่อยให้เผยแพร่ อย่างกรณีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีคนถามเยอะมาก จริงๆ กระทรวงปิดตามคำสั่งคณะปฏิรูปเพียงวันเดียว หลังจากนั้นกระทรวงไม่ได้สั่งปิด ที่ยังปิดอยู่กระทรวงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง" นายสิทธิชัยชี้แจง นอกจากนี้จะมีการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการประกอบธุรกิจให้บริการ ออกใบรับรองลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมด้านการทำธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ ด้านนายปรเมศวร์ มินศิริ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ถือเป็นช่วงวินาทีทองของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องรีบเร่งออกกฎหมายที่คั่งค้างจากช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิว เตอร์ ซึ่งตนเห็นว่าหากรีบออกจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโดยรวมแน่นอน เพราะที่ผ่านมาปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเกิดจากความไม่ชัดเจนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาร่างกฎหมาย ที่ทางสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทยและสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยได้จัดทำร่างคู่ขนานเสนอให้พิจารณาอีกฉบับหนึ่ง เป็นข้อเสนอแนะประเด็นต่างๆ ในซีกของผู้ประกอบการที่เห็นต่างในประเด็นของร่างกฎหมายที่ผ่านกฤษฎีกามาแล้ว เช่น ประเด็นเรื่องการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ และบทลงโทษในแต่ละการกระทำผิด โดยสมาคมได้เผยแพร่ไว้ที่เว็บไซต์ www.webmaster.or.th ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่าง กม.ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ กม.การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นกฎหมายที่ค้างรอมานานเป็นปีแล้ว หากมีการเร่งกฎหมายจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ เนื่องจากในอนาคตผู้บริโภคจะต้องทำธุรกรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น โครงการรวมระบบจ่ายค่าบริการในบัตรใบเดียวของรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน และรถประจำทาง ทำให้อาจจะมีการเติมเงินออนไลน์ในอนาคต ดังนั้นหากมีกฎหมายเฉพาะที่รองรับก็จะช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจขึ้น นายวรวุฒิ อุ่นใจ อุปนายก สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า การเร่งออกกฎหมายเป็นสิ่งที่ดี ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ผู้ประกอบการ และลดความกลัวแก่ผู้บริโภค ทั้งยังสร้างให้อีคอมเมิร์ซในไทยได้มาตรฐานสากล ทำให้ตลาดโดยรวมมีการขยายตัว แต่ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยกว่าการเร่งออกกฎหมาย คือ ให้ความรู้แก่ผู้บังคับใช้กฎหมาย เพื่อบังคับใช้ได้ถูกต้อง ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การไม่มีกฎหมายลงโทษคนกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ หรือธุร กรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่เกิดจากการที่ตำรวจไม่เข้าใจว่าการกระทำผิดที่เกิดขึ้นนั้นผิดกฎหมาย ยิ่งทำให้กระบวนการดำเนินคดีล่าช้า และเกิดผลเสียหายต่อผู้ประกอบการมากขึ้น "การเร่งกฎหมายจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยส่งเสริมให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซดีขึ้น แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการช่วยทำให้อุตสาห กรรมอีคอมเมิร์ซเติบโตมากที่สุด คือ ราคาค่าขนส่ง และการสร้างให้พฤติกรรมของผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้อีคอมเมิร์ซมากขึ้น ซึ่งอยากให้ภาครัฐพิจารณาและส่งเสริมอีคอมเมิร์ซอย่างจริงจังด้วย" นายวรวุฒิกล่าว ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ URL : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02com05231049&day=2006/10/23 |
24 ตุลาคม 2549 |
| ข่าวประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2549 | ดูข่าวอื่นๆ |
