| โทรศัพท์ |
||
| หน้าแรก | รายการสินค้า | ดูสินค้าในตระกร้า | วิธีซื้อสินค้า | ศูนย์บริการลูกค้า |
| เกี่ยวกับเรา | ติดต่อเรา | ||||
ข่าว
"ซิลิคอนคราฟท์"คว้าไลเซนส์สวทช. ลุยเปิดตลาดส่งออกRFIDสู้ต่างชาติ
|
"ซิลิคอน คราฟท์" ลุยเปิดตลาดอาร์เอฟไอทีต่างประเทศ หลังรับไลเซนส์เทคโนโลยี RFID Animal Tag จาก สวทช. แต่เพียงผู้เดียว ประกาศเน้นนโยบายส่งออกแข่งต่างชาติ พร้อมขยายฐานพัฒนาอาร์เอฟไอดีบนความถี่ UHF รองรับการให้บริการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ลอจิสติก-ค้าปลีก เผยมูลค่าตลาดอาร์เอฟไอดีในไทยปีนี้กว่า 1,000 ล้านบาท
นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้รับใบอนุญาต ใช้สิทธิเทคโนโลยี RFID Animal Tag หรือเทคโนโลยีการข้อมูลระยะไกลผ่านคลื่นความถี่วิทยุที่ติดกับสัตว์ จากศูนย์บริหารจัดการสิทธิเทคโนโลยี (TMC) ภายใต้ สวทช. เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2549 ซึ่งใบอนุญาตจะครอบคลุมถึงสิทธิในการเป็นผู้ผลิตไมโครซิป RFID ที่ติดบนหูสัตว์ เพื่อทำตลาดและจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศไทย ดังนั้นผู้ประกอบรายอื่นจะต้องว่าจ้างให้บริษัทเป็นผู้ผลิตแทร็กประเภทนี้แต่เพียงรายเดียวเท่านั้น เพื่อสามารถนำไปจำหน่ายต่อได้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งรูปแบบของสัญญาใบอนุญาตนั้น บริษัทจะต้องจ่ายค่าไลเซนส์ให้แก่ สวทช. เนื่องในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา เป็นมูลค่า 4 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยแบ่งจ่ายปีละหนึ่งครั้งจนครบ 4 ปี ซึ่งทาง สวทช.ได้กำหนดเป้าหมายมาให้ว่าจะต้องผลิตเป็นจำนวนขั้นต่ำต่อปีเท่าใด เพื่อจ่ายค่าไลเซนส์ตามจำนวนแท็กที่จำหน่ายไป โดยคิดชิ้นละ 1 บาท ซึ่งปีแรกกำหนดว่าจะต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 5 แสนชิ้น ดังนั้นจะต้องจ่ายไลเซนส์ 5 แสนบาท ปีที่สอง 8 แสนชิ้น และปีถัดไป 1 ล้านชิ้น จนครบ 4 ล้านชิ้น เป็นต้น และหลังจาก 5 ปีตามสัญญาแล้ว ทรัพย์สินทางปัญญาด้านเทคโนโลยีนี้ก็จะเป็นของบริษัททันที แต่ซึ่งหากบริษัทผลิตและจำหน่ายไม่ได้ตามที่กำหนดไว้ สวทช. ยกเลิกสิทธิ์และนำใบอนุญาตดังกล่าวไปให้ผู้ประกอบการรายอื่นทำตลาดต่อไป โดยที่บริษัทได้ร่วมมือกับทาง สวทช. วิจัยพัฒนาเทคโนโลยี RFID Animal Tag ติดกับตัวสัตว์ตั้งแต่แรก และ สวทช.เล็งเห็นว่า บริษัทมีศักยภาพทำตลาดได้จึงให้สิทธิ์ให้เป็นผู้รับไลเซนส์ไปผลิตและจำหน่าย ซึ่งบริษัทก็มองว่าเป็นตลาดที่จะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในอนาคต นายมานพกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ทดลองนำผลงานวิจัยมาผลิตแท็กอาร์เอฟไอดีติดหูสัตว์จำหน่ายไปแล้วประมาณ 6 หมื่น ถึง 1 แสนชิ้น ซึ่งโดยกว่า 90% เป็นตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้ต่อปีประมาณ 10 ล้านบาท สำหรับปีหน้าหลังจากได้ไลเซนส์ของ สวทช. แล้ว บริษัทจะมีรายได้โตขึ้นไม่ต่ำกว่า 3-5 เท่าตัว หรือประมาณ 30-50 ล้านบาท เนื่องจากเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีเริ่มได้รับการตอบรับจากบริษัทเอกชน และภาครัฐเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเริ่มเปิดตลาด ดังนั้นต้องให้ความรู้ความเข้าใจก่อน ทั้งปัจจุบันทางกรมปศุสัตว์ กรมสงเสริมการส่งออก และบริษัทเอกชนทั่วไป เริ่มให้ความสนใจ และอยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่อง ซึ่งคาดว่าตลาดประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปริมาณความต้องการมาก เนื่องจากเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี จะเข้ามาช่วยให้ควบคุมโรคที่เกิดจากสัตว์ได้ และส่งเสริมการส่งออกเนื้อสัตว์ เพราะข้อมูลจะบอกได้ว่าเนื้อมาจากวัวตัวไหน ฟาร์มไหน และใครเป็นสัตวแพทย์ที่ดูแล ทำให้ได้ตามมาตรฐานสากลมากขึ้น อย่างไรก็ตามบริษัทไม่เน้นการทำตลาดในประเทศ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนมาก เราพยายามลดความเสี่ยงโดยการทำตลาดต่างประเทศเป็นหลัก เพื่อให้มีเสถียรภาพของรายได้ และความต่อเนื่องในการพัฒนาโปรดักต์ในอนาคต จุดเด่นของบริษัท ในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติ คือ ราคาต่ำกว่า เมื่อเทียบกับฟังก์ชันการทำงานเท่ากัน เนื่องจากบริษัทเป็นผู้พัฒนาและออกแบบเทคโนโลยีเองโดยคนไทยทั้งหมด ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ปัจจุบันราคาแท็กติดหูสัตว์ที่บริษัทจำหน่ายประมาณ 100 บาทต่อชิ้น ถูกกว่ารายอื่น 20-30% นายมานพกล่าวเพิ่มเติมถึงแผนในอนาคตว่ากำลังศึกษาเพื่อพัฒนาชิปอาร์เอฟไอดีบนคลื่นความถี่ UHF เพื่อขยายไปใช้กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ด้านลอจิสติก และคงคลังสินค้าที่ต้องใช้ระยะห่างในการอ่านค่าได้มากขึ้น เนื่องจากตลาดอาร์เอฟไอดีบนคลื่นความถี่ UHF อนาคตจะเติบโตมาก เนื่องจากวอล-มาร์ต เริ่มบังคับให้ผู้ส่งออกสินค้าติดอาร์เอฟไอดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกให้วอล-มาร์ตประมาณ 300 บริษัท ส่วนกระบวนการนั้นยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยโดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศเกาหลีอีกรายหนึ่ง เพื่อกำลังศึกษาว่าจะนำอาร์เอฟไอดีนี้มาใช้กับคลื่นความถี่ใด ระหว่าง UHF 925 เมกะเฮิรตซ์ กับย่านความถี่ 2.4 จิกะเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบันใช้กับไวไฟ และบลูทูทบนมือถือ ซึ่งคาดว่าจะทำวิจัยตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป มูลค่าตลาดรวมอาร์เอฟไอดีในประเทศไทยปีนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท และปีหน้าจะโตไม่ต่ำกว่า 30-40% มีผู้ประกอบการประมาณ 50 ราย เป็น 2 ใน 3 เปนไทย แตส่วนใหญ่ยังเป็นรายเล็ก เช่น ผู้พัฒนาระบบบัตรเข้าออก อพาร์ต เมนต์ ออฟฟิศ ขณะที่ต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ URL : http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02com03231049&day=2006/10/23 |
|
24 ตุลาคม 2549 |
|
| ข่าวประจำวันที่ 24 ตุลาคม 2549 | ดูข่าวอื่นๆ |
